Home

Who's Online

เรามี 80 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

พยากรณ์อากาศ

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล PDF พิมพ์ อีเมล
ดัชนีบทความ
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
รายละเอียด
ทุกหน้า

Brown plant-hopper-BPH, Nilaparvata lugens (St?l), the present outbreak in Suphanburi, identified problem and strictly guidance for the chemical control before they will be no longer use เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ระบาดหนักที่สุพรรณบุรี ปัญหาและแนวทางการแก้ไขต้องรัดกุมก่อนที่แมลงจะดื้อยาดื้อต่อสารใหม่ๆ ที่ดีๆ เสียหมด

?


ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมสังเกตการณ์การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลซึ่งกำลังระบาดอย่างหนักในเขตปลูกข้าวหลักของประเทศไทย ที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลนอกจากจะลงดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นข้าวแล้ว เพลี้ยจะปล่อยสารพิษลงในต้นข้าวทำให้ข้าวเหมือนถูกน้ำร้อนลวกและจะเกิดอาการใบไหม้แห้งกรอบแดงตามมา ทำให้ผลผลิตลดลงจนถึงไม่ได้ผลผลิตเลย ชาวบ้านส่วนหนึ่งต้องทิ้งนา?บางรายยังสู้ก็ไถที่เตรียมปลูกใหม่ เพลี้ยที่ระบาดในครั้งนี้เป็นกระโดดสีน้ำตาล ไม่ใช่ เพลี้ยกระโดดหลังขาว ที่คล้ายกันมาก แต่เป็นสายพันธุ์เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่ต้านทานต่อสารฆ่าแมลงมากขึ้น นั่นหมายถึงประสิทธิภาพของสารฆ่าแมลงหลายชนิดลดลง ชาวนาต้องใช้ในอัตราที่สูงขึ้น ต้องใช้แบบผสมกันหลายชนิดและต้องร่นระยะการพ่นสารใช้สั้นลงเหลือ 3-4 วัน แทนที่จะเป็น 7-10 วัน จะทำอย่างไรดีที่จะช่วยกันชะลอปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในการสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงเพื่อให้มีสารฆ่าแมลงดีๆ เหลือไว้เป็นทางเลือกสำหรับอนาคต?
แนวทางการจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ปัจจุบันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเกิดการระบาดอย่างรุนแรงหลายประเทศในเอเชีย เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และไทย สำหรับประเทศไทย มีการระบาดมากกว่า 10 จังหวัด พื้นที่ความเสียหายมากกว่า 1 ล้านไร่ แนวทางในการจัดการจึงจำเป็นต้องใช้วิธีผสมผสานกันดังนี้?
1. การใช้พันธุ์พืชต้านทาน (Plant resistance) เลือกปลูกข้าวพันธุ์ที่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่นพันธุ์ข้าว กข 31 ที่เห็นการระบบในแปลงทดลองมีค่าความต้านทานปานกลาง (MR) ในสถานการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องหาพันธุ์ต้านทานระดับสูงขึ้นมา (R) ?
2. การใช้วิธีเขตกรรม (Cultural practise) เช่นควรหว่านข้าวไม่ให้แน่นเกินไป ประมาณ 15 กก/ไร่ หรือปลูกแบบนาดำ เพื่อให้ต้นข้าวแข็งแรงและการพ่นสารได้ทั่วถึง การปรับสภาพนิเวศของนาข้าวไม่ให้เหมาะสมกับเพลี้ยกระโดด เช่น การระบายน้ำในนา เข้า-ออก สลับกันเป็นครั้งคราว การหว่านข้าวให้มีทางเดินกว้างประมาณ 45 เซนติเมตร เพื่อให้การพ่นสารทั่วถึง ไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป เนื่องจากทำให้ใบข้าวเขียว หนาแน่น ต้นข้าวมีสภาพอวบน้ำเหมาะแก่การเข้าดูดกินและขยายพันธุ์ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล??
3. การควบคุมโดยชีววิธี (Biological control) เหมาะสำหรับสถานการณ์ปกติที่ไม่ใช่วิกฤติการระบาด จากการตรวจดูตัวอย่างแมลงที่เก็บจากแปลงปลูกข้าวที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลพบว่ามีแมลงศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโดยเฉพาะมวนเขียวดูดไข่
Cyrtorhinus lividipennis Reuter ติดมาด้วย ซึ่งในสภาพปกติที่ยังไม่มีการระบาดมวนชนิดนี้น่าจะมีบทบาทที่สำคัญ แต่เมื่อมีการระบาดประสิทธิภาพจึงไม่เพียงพอที่จะควบคุมเพลี้ยได้?การแนะนำสารจุลินทรีย์ชีวภาพอื่นๆ รวมทั้งสารราขาวบิวเวอร์เรีย ราเขียวเมตาไรเซี่ยม?ซึ่งดีแต่เห็นผลช้าก็เช่นเดียวกันในช่วงการระบาดรุนแรงนอกจากจะไม่ได้ผลแล้วยังเป็นการสร้างภาพที่ติดลบไว้ในสายตาของเกษตรกรอีกด้วย
?
4. การใช้สารเคมี (Chemical control) การป้องกันกำจัดโดยใช้สารฆ่าแมลงสารที่ใช้ในการป้องกันกำจัดแมลงชนิดนี้มักเป็นสารที่ออกฤทธ์แบบถูกตัวตาย* และสารดูดซึมซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซึมเข้าไปในต้นพืชโดยอาจเข้าไปทางราก ทางใบ กิ่ง ลำต้น หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพืชที่สัมผัสกับสาร แล้วเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนต่างๆ โดยเฉพาะยอดอ่อนที่แตกใหม่ๆ ได้แก่สารส่วนใหญ่ในกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟต (Organophosphate) และ คาร์บาเมท (Carbamate) ที่ใช้กันมานาน หลังจากนั้นก็มีสารนีโอนิโคตินอยด์ (Neo-nicotinoid) ที่มีประสิทธิภาพดีในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชจำพวกปากดูดหลายชนิด เช่นไดโนทีฟูราน-dinotefuran (Starkle) อะเซตามิพริด-acetamiprid (Molan) ไทอะมีโธแซม-thiamethoxam (Actara) คลอไทอะนิดิน-clothianidin (Dantosu) อิมิดาคลอพริด-imidacloprid (Confidor, Provado) และ?ไทอะคลอพริด-thiachloprid (Calipso) แต่ในระยะสองสามปีที่ผ่านมาการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในแถบเอเชียเริ่มมีปัญหา มีรายงานว่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถสร้างความต้านทานต่อสารกลุ่มนี้ด้วยโดยเฉพาะอิมิดาคลอพริด?สำหรับสารชนิดอื่นๆ ก็มีระดับที่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสร้างความต้นทานแล้วเพียงแต่มากน้อยต่างกันเท่านั้น?ดังนั้นการจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลนอกจากจะต้องใช้เลือกใช้สารให้ถูกชนิด อัตราและช่วงจังหวะที่เหมาะสมแล้ว ยังต้องหาทางชะลอการสร้างความต้านทานของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลด้วย
?
คำแนะนำในการใช้สารฆ่าแมลงที่ควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เนื่องจากสารกลุ่มนิโอนิโคตินอยด์บางชนิดที่ยังมีประสิทธิภาพดีและมีปัญหาการดื้อยาน้อย เช่น ไดโนทีฟูแรน (60 กรัม/ไร่) ไทอะมีโทแซม (30 กรัม/ไร่) หรือ คลอไทอะนิดิน (45 กรัม/ไร่) ควรใช้ในครั้งแรกๆ ที่พบเพลี้ยระบาดเล็กน้อยเพื่อหยุดการระบาดทันที
?
การสำรวจการเพิ่มขึ้นของประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่นการประเมินดูจากจำนวนเพลี้ยที่บินมาเล่นแสงไฟฟ้าในเวลากลางคืน และการสุ่มสำรวจในนาข้าวมีความสำคัญมากเพราะเป็นการช่วยเตือนการระบาดของแมลง เมื่อจำนวนเพลี้ยกระโดดเพิ่มถึงระดับเศรษฐกิจคือ 10 ตัว/กอ (1 ตัว/ต้น) ควรพ่นด้วยสารกำจัดเพลี้ยโดยเฉพาะ เช่นพ่นด้วยสารบูโพรเฟซิน(120 กรัม/ไร่) หรือบูโพรเฟซิน+อิโทเฟนพร็อก (120กรัม+120 ซีซี/ไร่) หรืออิทิโพรล ซึ่งเป็นสารในกลุ่น เฟนนิลไพราโซล (240 ซีซี/ไร่) ควรพ่นสลับด้วยสารกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟต หรือคาร์บาเมท เช่น คาร์โบซัลแฟน(240 ซีซี/ไร่) หรือไอโซโพรคาร์พ (150 กรัม/ไร่) หากการระบาดระดับรุนแรงขึ้น ให้ผสมสารออร์แกนโนฟอสเฟต หรือคาร์บาเมทผสมกับสารชนิดใดชนิดหนึ่งข้างต้นโดยไม่ต้องลดอัตรา ต้องผสมสารตามอัตราที่กำหนด/ไร่ โดยอาจจะใช้พ่นแบบระบบใช้น้ำมาก หรือน้อยก็ได้ เช่นสารไทอะมีโทแซม 30 กรัม/ไร่ ถ้าเกษตรกรพ่น 2 ถัง (40ลิตร/ไร่) ให้ผสม 15 กรัม/20 ลิตรแล้วพ่น 2 ถัง/ไร่ ควรไขน้ำออกจากแปลงก่อนพ่นสาร และพ่นสารให้ถูกโคนต้นข้าว ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารกลุ่มที่มีการออกฤทธิ์เหมือนกันผสมกัน หรือพ่นติดต่อกัน ไม่ควรปล่อยให้เพลี้ยระบาดก่อนแล้วจึงพ่นสารฆ่าแมลงกำจัด การตัดสินใจที่ผิดในการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่นการพ่นสารฆ่าแมลงช้าไปเพียงสัปดาห์เดียว การใช้สารชีวภาพ หรือสารเคมีที่ไม่มีประสิทธิภาพในช่วงแรกๆ ของการระบาด?ความหายนะก็อาจเกิดขึ้นได้ การพ่นสารฆ่าแมลงเฉพาะหน้าเมื่อมีการระบาดรุนแรงเช่นมีเพลี้ยมากกว่า 50 ตัวต่อกอขึ้นไปไม่เป็นผลดีต่อสารฆ่าแมลงทุกชนิดเพราะนอกจากจะป้องกันกำจัดไม่ได้ผลแล้วยังเป็นการสร้างภูมิต้านทานให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลด้วย โดยเฉพาะสารนีโอนิโคตินอยด์บางชนิดที่ยังใช้ได้ผลดีอยู่ ถ้าเรารู้จักสารเคมีดีพอก็จะรู้ว่ามีประโยชน์มาก เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช อนาคตของสารเคมี สารฆ่าแมลงอยู่ในมือของท่านแล้ว
Thank you Mr. Sutep Sahaya, DOA for updated information on BPH.
*สารไพรีทรอยด์สังเคราะห์ มีการออกฤทธิ์แบบถูกตัวตาย?(contact)?และกินตาย (stomach poison) เป็นผู้ร้ายผู้ถูกกล่าวหาว่ากระตุ้นให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด ซึ่งมีส่วนถูกแต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะปัจจัยที่ส่งเสริมให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีประชากรเพิ่มมากขึ้นมีหลายปัจจัย?เช่นการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป ระบบเขตกรรมไม่ดี ปลูกข้าวแน่เกินไป การระบายน้ำไม่ดี เป็นต้น ในประเทศฟิลิปปินส์ยังอนุญาตให้ใช้สารไพรีทรอยด์สังเคราะห์ในนาข้าว เพราะมีคุณสมบัติในการกำจัดเพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวในข้าวได้ดีมาก ออกฤทธิ์เร็ว สามารถหยุดการเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสสาเหตุของโรคใบสีส้มที่สำคัญมากในฟิลิปปินส์ได้ดี เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียวข้าวที่โดนสารไพรีทรอยด์สังเคราะห์มักจะตายแบบสัมผัสภายใน 10-60 นาที สารไพรีทรอยด์สังเคราะห์สามารถฆ่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแบบสัมผัสได้ระดับหนึ่งซึ่งยังไม่เพียงพอในการกำจัดแมลงชนิดนี้ นักวิชการที่ฟิลิปปินส์ฉลาดพอที่จะโต้แย้งว่าถ้ามีประชากรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มขึ้นจากการสุ่มสำรวจเขาจะแนะนำให้สลับไปใช้สารกลุ่มที่เรียกว่า ?hoppicides สารกำจัดเพลี้ยกระโดด? ทันที เช่น บูโปรเฟซิน ซึ่งได้ก็ผล การที่สารไพรีทรอยด์สังเคราะห์ยังมีความสำคัญมากในพืชอื่นๆ เนื่องจากการออกฤทธิ์ เร็ว ความปลอดภัยต่อผู้ใช้สูงกว่าสาร O.P.?คาร์บาเมททั่วไป?สลายตัวได้เร็วในพืชผล เพียงแต่อาจจะมีปัญหาที่เป็นพิษต่อปลา อย่าไรก็ตามในสภาพการใช้งานปกติตามคำแนะนำก็ไม่ได้ทำให้ปลาตายจนเป็นข่าวให้เห็น ถ้าศึกษาการใช้สารเคมีให้ดีจะรู้ว่าสารกลุ่มนี้มีบทบาทสูงมากในการเกษตรของไทย และทั่วโลก?โดยเฉพาะสารไซเปอร์เมทรินชนิดเดียวมีมูลค่าการนำเข้าในประเทศไทยปีละมากกว่า 280 ล้านบาท (พ.ศ. 2008)?

 
 
July 2018
S M T W T F S
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31 1 2 3 4
act3small.jpg
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา